วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

คณะผู้จัดทำ


คณะผู้จัดทำ

ผู้จัดทำ

นาย แสนยา สมสอาด 
53116940002

นาย ภูชิสส์ เฟื่องเพียร 
53116940008

นาย จักรกริช สกุลรัง
53116940009

นาย ธันวา โชคสินอนันท์
53116940012

นาย ณัฐนันท์ จันทร์เจริญ
53116940019

นาย ชาญยุทธ เกษราช
53116940025

นาย พชรศร จริยานุสรณ์
53116940030

นาย ธีระวิทย์ พงษ์หัสบรรณ์ 
53116940047

นาย ปฤณ ทองศรีพราย 
53116940050

นาย จิราวัฒน์ แก่นแก้ว
53116940060

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

คำศัพท์ KM


คำศัพท์ KM


คำศัพท์กิจกรรมการเรียนรู้ขององค์การ 

1.Action  learning 
คือ เป็นการเรียนรู้จากปฏิบัติการจริงที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ ความสามารถ  ทักษะ   ความคิด    ทัศนคติ     ค่านิยมของตนเองขึ้นมา   ด้วยวิธีการให้คิด    แก้ปัญหาของตนเอง โดยคิดคำถามของตนเอง  แสวงหาคำตอบ  ของตนเองด้วยการลงมือปฏิบัติ กระทำจริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  มีการ  วิพากษ์วิจารณ์   หรืออภิปราย การพิจารณาการไตร่ตรองการทบทวนและการสะท้อนความคิดเห็นของตนเอง จาก    สถานการณ์จริงในที่ทำงาน  Action  learning  จึงเป็นความพยายามเชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติ เป็นการบูรณาการความรู้ใหม่    หรือประสบการณ์ใหม่เข้ากับความรู้          เดิมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของบุคคล จึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการพัฒนาองค์กร
(ที่มา : ns.mahidol.ac.th)

2.Analyzing  Mistakes
 คือ การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถชี้ว่าข้อผิดพลาดของตนหรือของผู้อื่นเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด
(ที่มา : ipst.ac.th)

3. Brainstorming
คือ เป็นกระบวนการที่มีแบบแผนที่ใช้เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ปัญหา หรือข้อเสนอแนะจำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว เป็นวิธีการที่ดีในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และเกิดการมีส่วนร่วมของกลุ่มมากที่สุด การระดมสมองมุ่งเน้นที่จำนวนความคิด ไม่ใช่คุณภาพ 
 (ที่มา : www.prachasan.com)

4.การสอนงาน (COACHING) 
คือ การที่คนๆ หนึ่ง ช่วยให้ใครก็ตามพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน การสอนงานไม่ได้หมายถึงสาระของการสอนหรือบอกถึงวิธีการทำงานเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการช่วยเหลือ การให้คำแนะนำ การให้กำลังใจ และให้โอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น
(ที่มา : diw.go.th)

5. Computer-Mediated Communication (CMC)
คือ การติดต่อสื่อสารหรือการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ผ่านคอมพิวเตอร์
         Computer - Mediated  Communications (CMC) คือ การติดต่อสื่อสารหรือการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นรูปแบบอย่างกว้างๆที่สามารถกำหนดการติดต่อปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปหรือเป็นเครือข่ายบนคอมพิวเตอร์
ประเภทของการสื่อสารบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ด้วยกัน 4 แบบ ดังนี้
         One – to – one asynchronous communication เป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลแบบไม่เห็นหน้ากัน  ได้แก่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail)
         Many –to –many asynchronous communication เป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลแบบไม่พร้อมหน้ากัน ได้แก่ usenet, electronic bulletin boards และ list servers ซึ่งผู้รับสารต้องลงชื่อก่อนเข้าระบบ
         Synchronous communication เป็นการสื่อสารแบบพร้อมหน้าในแบบ one –to –one หรือ   one –to –many  โดยสามารถคุยกันได้ในหลากหลายหัวข้อที่ต้องการ ได้แก่ Chat
         Asynchronous communication เป็นการสื่อสารแบบพร้อมหน้าไม่เห็นหน้าระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร  ได้แก่ website, gopher หรือ FTP sites
รูปแบบทั่วไปของ CMC
         ประกอบไปด้วย E-mail, Video, Audio, Text Chat, Bulletin Boards , List-Servs/Mailing list และ massively multiplayer online
         สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้น “Weblogs (blogs) ได้รับความนิยมอยู่เสมอและมีการแลกเปลี่ยน RSS ซึ่งง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ใช้แต่ละคน
(ที่มา : cosci.swu.ac.th)

6. External Consultant
 เป็นบุคคลที่มาจากภายนอกองค์การ ถูกคัดเลือกขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการคิด วางระบบงานให้แหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์การแต่ละแห่งที่ไม่เหมือนกัน เป็นกลุ่มคนที่จะต้องติดต่อกับผู้บริหารระดับสูงขององค์การ เพื่อนำเสนอและสรุปผลการดำเนินงาน ลักษณะการจัดจ้างที่ปรึกษาภายนอกนั้นสามารถทำได้หลายลักษณะ เช่น การจ้างเป็นโครงการโดยมีระยะเวลาและผลงานที่ต้องนำส่งมอบอย่างแน่นอน หรือการจ้างแบบต่อเนื่องทำเป็นสัญญาปีต่อปี ซึ่งจะต้องเข้ามาในองค์การอย่างน้อยเดือนละสองหรือสามครั้งขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างที่ปรึกษาภายนอกและองค์การ
 (ที่มา : www.peoplevalue.co.th)

7. Learning Contracts
สัญญาการเรียน (Learning Contract) หมายถึง ข้อตกลงระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การเรียน เนื้อหา วิธีการเรียน แหล่งวิทยาการ และการวัดผล ตามความเหมาะสมของผู้เรียน โดยผู้เรียนจะต้องทำกิจกรรมให้เสร็จภายในช่วงเวลาที่กำหนด และผู้สอนจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรึกษาในด้านต่างๆ
 (ที่มา : wiki.edu.chula.ac.th)

8.ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ในการจัดการความรู้
            ระบบพี่เลี้ยงเป็นระบบที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่ากับพนักงานที่มีประสบการณ์น้อย โดยพี่เลี้ยงหรือผู้ที่มีประสบการณ์สูงจะทำหน้าที่ในการคำปรึกษา แนะนำ ผู้สอนงาน และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในการทำงานให้กับพนักงานที่อ่อนประสบการณ์
(ที่มา : http://www.vrhris.com/klc/Article/HR/Manager/Mentoring.htm)

9.  network
 หมายถึง : เครือข่าย คอมพิวเตอร์ในกลุ่มถูกนำมาต่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยสายการสื่อสารโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันและกันได้
(ที่มา : www.novabizz.com)

10. Portfolio
คือแฟ้มสะสมงาน เริ่มต้นขึ้นมาจากวงการอาชีพ เช่น สถาปัตยกรรม การโฆษณา การถ่ายภาพ และวรรณกรรม เป็นต้น โดยผู้ที่มีอาชีพเหล่านี้จะรวบรวมตัวอย่างผลงานที่ดีเด่นและน่าพอใจของตนเอาไว้ โดยงานที่รวบรวมไว้นั้นต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าผู้ใช้บริการ หรือนายจ้างของตน ส่วนแฟ้มสะสมผลงานของนักเรียนนั้น เป็นการรวบรวมตัวอย่างผลงานที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการสอน ผลงานที่รวบรวมแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้า และผลสำเร็จในเรื่องต่างๆ ซึ่งในการรวบรวมผลงานดังกล่าว นักเรียนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาและเกณฑ์การคัดเลือก เกณฑ์ตัดสินคุณภาพ ตลอดจนมีโอกาสแสดงความรู้สึกต่อผลงานของตนเอง
 (ที่มา : www.budmgt.com )

11. Project work 
คือ การพัฒนาการทำงานเชิงโครงการ ได้แก่คุณสมบัติในการติดตามความก้าวหน้าของโครงงาน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการโครงงานได้แก่ แกนต์ชาร์ต (Gantt Chart) ซึ่งแสดงลำดับการทำงานต่างๆ ของโครงงาน ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ ด้วยกราฟแท่ง แนวนอนและแสดงสถานะของโครงงานในขณะนั้นว่าเสร็จสิ้นแล้วกำลังดำเนินการอยู่หรือเกินกำหนดไปแล้วได้ ทำให้สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น
 (ที่มา : www.banmi.ac.th)

12.Rotating jobs 
คือ การหมุนเวียน เป็นการให้โอกาสพนักงานได้มีการโยกย้าย ไปทำงานอื่น และเรียนรู้งานใหม่ โดยจัดตารางเวลาการทำงานในแต่ละหน้าที่ล่วงหน้า ให้เหมาะสม เพื่อลดความจำเจในการทำงาน อีกทั้งยังทำให้พนักงานมีความรู้และ ประสบการณ์มากขี้น เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลทำหน้าที่ด้านสวัสดิการพนักงาน อาจหมุนเวียนไปเรียนรู้กิจกรรมด้านแรงงานสัมพันธ์ ด้านฝึกอบรม หรืออาจเป็นการหมุนเวียนงานข้ามหน่วยงานข้ามฝ่าย เช่น หัวหน้างานฝ่ายผลิต หมุนเวียนงานไปเป็นหัวหน้างานฝ่ายคุณภาพ เป็นต้น
(ที่มา : www.kmutnb-journal.net) 

13.Team working
 คือ การทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่า คน โดยที่สมาชิกทุกคนนั้นจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันจะทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน มีการวางแผนการทำงานร่วมกัน การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญในทุกองค์กรการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงานการทำงานเป็นทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี
(ที่มา : www.sisat.ac.th)

COP


COP


ตารางทำงาน

ปัญหา
สาเหตุ
แนวมางแก้ไข
-การทำงานล่าช้า







-ความไม่เข้าใจในงานที่ต้องทำ
-เพราะว่าสั่งงานแล้วก็ยังไม่ยอมทำ มาทำวันใกล้ส่ง เวลาทำก็เลยน้อยละต้องรีบเร่ง เพื่อที่จะให้งงานเสดเร็วและมีงานส่งทัน




-ไม่ตั้งใจฟังเวลาอาจาร์ยสั่ง และสมาชิกในกลุ่มไม่ยอมเข้าเรียน
-เวลาอาจาร์ยสั่งงานมาแล้ว ควรที่จปรึกษาหารือ แล้วแบ่งงานกันทำให้เป็นระบบทันที เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีงานค้าง ละมีเวลาทำงานให้สมบูรณ์ที่สุด



-ตั้งใจฟังเวลาอาจาร์ยสอน ถ้าไม่เข้าใจให้ถามทันที และช่วยๆเตือนเพื่อนๆให้เข้าเรียนกัน

KM


KM



การจัดการความรู้โดยใช้โมเดลปลาทู
              
"โมเดลปลาทู" เป็นโมเดลที่เปรียบการจัดการความรู้เป็น 3 ส่วนคือ
  หัวปลา หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางการจัดการความรู้ โดยจะต้องเป็นส่วนของผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด
      ตัวปลา หมายถึง ส่วนของการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้ผู้ดำเนินกิจกรรม KM มีการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ และอำนวยให้เกิดการเรียนรู้แบบเป็นทีมเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนความรู้และเกิดนวัตกรรมในที่สุด
       หางปลา หมายถึง ส่วนของคลังความรู้ ที่ได้จากการเก็บสะสม เกร็ดความรู้ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของหางปลานี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้เด่นชัด นำไปใช้และยกระดับต่อไป


ตัวอย่างโมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model)จากที่ต่างๆ
วันนี้กระผมได้นำ โมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model) ที่ไปพบเห็นมา มาให้เพื่อนๆได้รับชมกัน เพื่อให้เพื่อนๆสามารถนำเอาโมเดลการจัดการความรู้ ไปปรับใช้กับตนเอง โดยทุกคนสามารถที่จะเขียนโมเดลการจัดการความรู้  ได้ง่ายๆด้วยตนเอง




 โมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model) มาตรฐานวิชาชีพครูแบบขนมเค้ก


โมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model) แบบปลาหมึก


 โมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model) แบบต้นไม้

 โมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model) แบบแจกันดอกไม้


 โมเดลการจัดการความรู้(Knowledge management Model) แบบสายรุ้ง




โมเดลการจัดการความรู้ ทำขึ้นก็เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการความรู้ อย่างหนึ่งที่มีกระบวนการจัดการความรู้ดังนี้

1.  การกำหนดเป้าหมาย: กำหนดว่าเราจะเลือกเรียนแขนงไหน เพื่อให้ตรงกับงาน
ที่เราจะทำในอนาคต
2.  การสร้าง/จัดหาความรู้: การสร้างความรู้ การใฝ่เรียน พยายามหาความรู้เข้าสมอง
อยู่ตลอดเวลา
3.  กลั่นกรอง/คัดเลือก: พยายามกลั่นกรองความรู้ว่าความรู้ไหนควรหรือไม่ควร
ดีหรือไม่ดี
4.  จัดเก็บความรู้: เราต้องนำความรู้ที่ได้มาจัดสรรให้สามารถเข้าใจได้ง่่ายและง่าย
ต่อการนำมาใช้  ประโยชน์อีกครั้ง
5.  การใช้งาน: เมื่อออเราจัดเก็บความรู้ เราก็ต้องนำความรู้มาใช้งานบ้าง เพื่อเป็นการ
กระตุ้นสมองไปในตัว
6.  แบ่งปัน/แลกเปลี่ยนความรู้: พยายามแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนบ่อยๆ เ
ผื่อจะได้ความรู้ใหม่ๆเข้ามา
7.  การประยุกต์ใช้: นำความรู้ที่ได้เรียนมาปรับ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด
8.  ประมวลผล/วัดผลความรู้: หมั่นทดสอบความรู้ที่ตัวเองเรียนมาว่า ที่เรียนมานั้นเรา
มีความรู้จริงแค่ไหน
9.  ยกย่อง/ชมเชย: เมื่อเราประมวลความรู้ เราก็ควรจะให้รางวัลแก่ตนเอง
เพื่อเป็นปลอบใจให้แก่ตนเองสู้ต่อไป
10. การเผยแพร่ความรู้: ข้อนี้สำคัญมาก เมื่เราสำเร็ตการศึกษา ควรนำความรู้ที่ได้เล่าเรียน
มาเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติบ้าง












ความหมายของ KM
การจัดการความรู้  หมายถึง  กระบวนการอย่างมีระบบเกี่ยวกับการประมวลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การกระทำ ตลอดจนประสบการณ์ของบุคคลเพื่อสร้างเป็นความรู้หรือนวัตกรรม และจัดเก็บในลักษณะของแหล่งข้อมูลที่บุคคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทางต่าง ๆ ที่องค์กรจัดเตรียมไว้ เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งปันและถ่ายโอนความรู้ และในที่สุดความรู้ที่มีอยู่จะแพร่กระจายและไหลเวียนทั่วทั้งองค์กรอย่างสมดุล เป็นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการพัฒนาผลผลิตและองค์กร
Davenport and Prusak (1998)  กล่าวว่า ความรู้ หมายถึง ส่วนผสมของกรอบประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ที่เป็นสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงาน สำหรับการประเมินและรวมกันของประสบการณ์และสาระสทเทศใหม่
  Srinivas กล่าวถึง ช่องว่างของความรู้ (Knowledge Gaps) โดยสรุปว่า ช่องว่างของความรู้ที่แสดงให้เห็นถึงว่า "ตนเองไม่มีความรู้" เป็นหนทางหนึ่งของ
องค์การในการพัฒนาบุคคล โดยใช้กระบวนการของการจัดการความรู้เพื่อลดช่องว่างและเติมเต็มความรู้ให้กับบุคลากรเหล่านั้น


                    
                                                            
 ความแตกต่างระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้
               ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อมูลดิบที่เกิดจากการทำงานประจำวัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในระดับปฏิบัติการ (transaction process) และเมื่อข้อมูลดิบเหล่านั้น
ได้ผ่านกระบวนการประมวลผล เช่น การจัดกลุ่มของข้อมูลขึ้นเป็นรายงาน หรือการคัดเลือกข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากระบบเหล่านี้เป็นต้น เราจะถือว่าผลผลิตที่ได้จากการ
ประมวลผลข้อมูลดิบเหล่านั้น เป็น  สารสนเทศ (Information) ซึ่งมีคุณค่าระดับหนึ่งในการใช้งาน ผู้ใช้จะเป็นผู้กำหนดคุณค่าเหล่านั้น สารสนเทศหนึ่ง ๆ อาจมี
คุณค่าสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่อาจไร้คุณค่าสำหรับคนอีกหนึ่งก็ได้ ในทางกลับกันสารสนเทศเดิมที่เคยไร้คุณค่าสำหรับคนอีกกลุ่มเดิมนั้น  อาจกลับมามีคุณค่าใหม่ในภายหลัง
ก็ได้ดังนั้น การกำหนดคุณค่าจึงขึ้นอยู่กับ "ความตรงต่อความต้องการในการใช้งาน" ส่วน ความรู้ (Knowledge) เป็นกระบวนการของการขัดเกลา เลือกใช้ และ
บูรณาการ การใช้สารสนเทศเหล่านั้นจนเกิดเป็นความรู้ใหม่ (new knowledge) ความรู้ใหม่จึงเกิดขึ้นจากการผสมผสานความรู้ และประสบการณ์เดิมผนวกกับ
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ ความรู้ดังกล่าวเป็นสิ่งที่อยู่ภายในบุคคลเป็นความรู้ที่ไม่ปรากฏชัดแจ้ง (tacit knowledge) หากเมื่อความรู้เหล่านั้นได้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปของ
การเขียนที่เป็นลายลักษณ์อักษร ความรู้นั้นก็จะกลายเป็นความรู้ที่ปรากฏชัดแจ้ง (explicit knowledge) ความรู้ดังกล่าวจะมีคุณค่าปรากฏเมื่อนำมาใช้ในการบวนการ
ตัดสินใจ (decision making)  สารสนเทศเดิมที่เคยไร้คุณค่าสำหรับคนอีกกลุ่มก็ได้ ในทางกลับกันสารสนเทศเดิมที่เคยไร้คุณค่า

วัตถุประสงค์และประโยชน์ของการจัดการความรู้
เป้าหมายหลักของการจัดการความรู้ คือ การใช้ประโยชน์จากความรู้มาเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานขององค์การเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์การ  การจัดการความรู้มีความสำคัญอย่างยิ่ง  ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม
        วัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้   มีดังนี้
                    1.  เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานทางธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
                    2. เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ
                    3. เพื่อปรับปรุงเทคนิค  กระบวนการ  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์
         ประโยชน์ของการจัดการความรู้ได้ ประการ ดังนี้
                    1. ป้องกันความรู้สูญหาย การจัดการความรู้ทำให้องค์การสามารถรักษาความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ และความรู้ที่อาจสูญหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของบุคลากร  เช่น  การเกษียณอายุทำงาน  หรือการลาออกจากงาน  ฯลฯ
                    2. เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ : โดยประเภท คุณภาพ และความสะดวกในการเข้าถึง ความรู้ เป็นปัจจัยของการเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ เนื่องจากผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ
                    3. ความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่น การทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจในงานและวัตถุประสงค์ของงาน  โดยไม่ต้องมีการควบคุม หรือมีการแทรกแซงมากนักจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการพัฒนาจิตสำนึกในการทำงาน
                    4. ความได้เปรียบในการแข่งขัน การจัดการความรู้ช่วยให้องค์การมีความเข้าใจลูกค้า  แนวโน้มของการตลาดและการแข่งขัน  ทำให้สามารถลดช่องว่างและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้
                    5. การพัฒนาทรัพย์สิน : เป็นการพัฒนาความสามารถขององค์การในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ ได้แก่ สิทธิบัตร  เครื่องหมายการค้า  และลิขสิทธิ์  เป็นต้น
                    6. การยกระดับผลิตภัณฑ์ : การนำการจัดการความรู้มาใช้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริการ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ อีกด้วย
                    7. การบริหารลูกค้า : การศึกษาความสนใจและความต้องการของลูกค้าจะเป็นการสร้างความพึงพอใจ และเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้ให้แก่องค์การ
                    8. การลงทุนทางทรัพยากรมนุษย์ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน  การจัดการด้านเอกสาร  การจัดการกับความไม่เป็นทางการเพิ่มความสามารถให้แก่องค์การในการจังและฝึกฝนบุคลากร